02/10/2022
Breaking News

จอมขมังเวทย์ 2020 ภาคต่อที่รอ

จอมขมังเวทย์ ภาคแรกออกฉายในปี พ.ศ. 2548 ผลงานการกำกับของปิยะพันธ์ ยกเพ็ชร์แสดงนำโดยฉัตรชัย ส่งแสงพานิชและอัครา อมาตยกุล หนังแนวแอ็คชั่น ทริลเลอร์ที่จับเอาความเชื่อทางไสยศาสตร์มาผนวกรวมกับหนังแนวสืบสวนสอบสวน กล่าวได้ว่าเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ยังค้างอยู่ในความจำของแฟนหนังไทยจำนวนหลายชิ้น

เกิดอะไรขึ้นในหนังภาคแรก

mark 1
อำนาจศักดิ์สิทธิ์ (ฉัตรชัย ส่งแสงพานิช) อดีตนายตำรวจหน่วยพิเศษเคยจับคนร้ายที่มีความรู้ความเข้าใจเก่งทางคาถาอาคม หนังเหนียวฟันแทงไม่เข้ามานับไม่ถ้วน แม้กระนั้นตัวเขาเองกลับต้องโทษคดีวิสามัญคนร้ายจนเปลี่ยนเป็นผู้ต้องขังถูกขังลืมอยู่ในคุกมืดแดนคุมขังพิเศษ
10 ปีผ่านไปอำนาจศักดิ์สิทธิ์ได้หายตัวไปจากห้องขังแบบล่องหนได้ ทำให้พ.ท.ทศพล อดีตสหายนายตำรวจได้ออกคำสั่งจับตายอำนาจศักดิ์สิทธิ์ และมีคำสั่งมาถึงร้อยตรี สงบสุข (อัครา อมาตยกุล) ให้ตามทำคดีนี้ แต่ทว่าระหว่างตามหาตัวอำนาจศักดิ์สิทธิ์ สงบสุขกลับเจอแม้กระนั้นเหตุประหลาดเกี่ยวกับเรื่องของคุณไสยมนต์ดำ อาทิเช่นการเสกตะปูเข้าท้อง คนร้ายที่คงกระพันหนังเหนียว แม้กระนั้นไม่ว่าจะยากลำเค็ญแค่ไหนสงบสุขก็ไม่หวาดกลัวและตั้งใจจริงที่จะจับตัวอำนาจศักดิ์สิทธิ์มาให้ได้ เมื่อเขารู้ตัวว่าตัวเองบางครั้งก็อาจจะจะต้องเจอหน้ากับจอมขมังเวทย์ผู้ครอบครองคาถาอาคม วิถีทางเดียวที่จะสยบเขาให้ได้เป็นเป็นให้ “เหนือกว่าจอมขมังเวทย์”
จนผู้ชมในยุคสมัยนั้นจดจำคำคมจากตัวละครของอำนาจศักดิ์สิทธิ์ได้ว่า “แกอย่าบ้าเหมือนฉันตามใจ” ได้อย่างไม่เสื่อมคลาย

เกิดอะไรบ้างใน จอมขมังเวทย์ 2020

mark 2
ท่ามกลางการสูญเสียครั้งใหญ่ของวิน(หมาก ปริญ) หนุ่มน้อยคนรอดชีวิตจากเหตุการฆ่าสังหารกลับจะต้องเปลี่ยนแปลงความเชื่อและศรัทธาที่มีต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยมุ่งหน้าเข้าสู่ศาสตร์ลึกลับและคาถาอาคมเวทต่างๆเพื่อสืบหาและจัดแจงคนร้ายด้วยตนเอง แต่ทว่ายิ่งเขาสืบหาตัวคนร้ายเยอะแค่ไหน เขาก็ยิ่งถลำลึกสู่ด้านมืดมากขึ้นทุกที จนทำให้จะต้องเข้าไปพัวพันกับ “จอมขมังเวทในตำนาน” (นก ฉัตรชัย), “ผู้คลุ้มคลั่งพลังเผาผลาญ” (ก๊อต จิรายุ) และ “เจ้าลัทธิใหม่แห่งยุค” (นก สินจัย) ซึ่งล้วนแต่มีความเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมร่วมกันทั้งปวง นี่เป็นการประจันหน้ากันครั้งสำคัญ ที่มีศรัทธาแห่งตัวตนเป็นพนันและคาถาอาคมปาฏิหาริย์เป็นตัวชี้ชะตา กำลังปะทุถึงระดับสูงสุด

นี่เป็นหนังภาคต่อ! ไม่ใช่รีเมค หรือรีบูต

mark 3
สำหรับตัวผู้ควบคุมต้อม-ปิยะประเภท ยกเพ็ชร์ ที่ควบคุมหนังภาคแรก ได้บอกว่าจอมขมังเวทย์ 2020 ไม่ใช่หนังรีเมค ไม่ใช่หนังย้อนอดีต เป็นหนังต่อภาคอย่างแท้จริง ซึ่งเขาได้รับโอกาสสำหรับการกลับมาแต่งเรื่องราวในโลกคาถาอาคมอีกทีโดยตกผลึกเรื่องราวความเชื่อ ความเชื่อ และมุมมองด้านสังคมในแต่ละยุคที่ส่งต่อและเชื่อมโยงถึงกันมาใส่เอาไว้ภายในบทภาพยนตร์
ในมุมมองที่น่าดึงดูดของตัวผู้ควบคุมที่สะท้อนออกมาว่า “ภาคต่อกับช่วงเวลา” ถือเป็นแนวคิดที่สำคัญไม่น้อย เพราะว่าขณะนี้แนวคิดเรื่องการต่อสู้ระหว่างความดีความชอบกับความชั่วช้าสารเลวนั้น มุมมองของมนุษย์ก็เริ่มมีไม่เหมือนกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวเข้ามามีบทบาทกับความนึกคิด ความเชื่อและความเชื่อของมนุษย์จึงแปรไปตามยุคสมัย ผู้กำกับจึงเริ่มตั้งข้อซักถามที่ว่า “ยุคนี้เขาศรัทธาอะไรและยุคก่อนศรัทธาอะไร” จนเขาได้ไอเดียที่ว่าด้วยไม่เหมือนกันระหว่างความเชื่อของคนต่างยุคสมัยนำมาสู่ข้อความสำคัญอะไรได้บ้าง
“ความนึกคิดของการประจันหน้ากันเรื่องความเชื่อของตัวเอง บางอย่างเรารู้สึกว่ามันงมงาย แม้กระนั้นในความเป็นจริงแล้วมันอยู่ใกล้ๆรอบข้างเราหมดเลย เราห้อยพระ เราไปไหว้พระ เพื่อที่จะได้ให้พวกเรารู้สึกว่าเรามีกำลัง เรามีศรัทธาในตัวเองขึ้น แต่ก่อนเราไปเคารพบูชา แม้กระนั้นในขณะนี้มันคือเรื่องจิตวิญญาณ เรื่องพลังจิต เรื่องพลังจักรวาลอะไรแบบนี้ อันนี้เป็นคอนเซปต์ที่เราเอ๋ยถึงความเชื่อของคนสองยุคมาเจอะกัน เราจะเชื่ออะไรมากยิ่งกว่ากัน ซึ่งมันก็จะเป็นเรื่องราวและขั้นตอนการของจอมขมังเวทแต่ละคนที่จะใช้ศาสตร์คาถาอาคม คาถา ไสยศาสตร์ต่างๆมาต่อสู้กันตามความเชื่อและศรัทธาของแต่ละคนเอง” ต้อม-ปิยะประเภท ยกเพ็ชร์ กล่าว

ทำไมจะต้องใช้ผู้แสดงเบอร์ใหญ่ขนาดนี้
“จอมขมังเวทย์ 2020” เป็นการก้าวเข้าสู่โลกคาถาอาคมครั้งใหม่และเจอหน้าครั้งยิ่งใหญ่ของ “เหล่าจอมขมังเวท” นานาประการคาแร็กเตอร์เช่นนี้ “ความขลังทางการแสดง” จึงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ผู้กำกับจะต้องโฟกัสเป็นพิเศษไม่แพ้ด้านอื่นๆและได้เลือกสรร “กลุ่มผู้แสดงขมังเวท” ซึ่งคณะทำงานตัดสินใจใช้ผู้แสดงระดับแถวหน้าของแวดวงรื่นเริงไทย ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นหน้าจอหนังใหญ่ทีแรกของ หมาก-ปริญ สุภารัตน์ การกลับมารับบทบาทเดิมจากภาคที่แล้วของนก-ฉัตรชัย ส่งแสงพานิช ก๊อต-จิรายุ ตันเครือญาติ กับบทคนหนุ่มที่หลงใหลในศาสตร์มืด นก-สินจัย เปล่งพานิช กับการคืนหน้าจอใหญ่ในบทเจ้าแม่ลัทธิ! รวมไปถึงผู้แสดงเลือดใหม่อาทิเช่น คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล และ แพร์-พิชชาภา พันธุมจินดา โดยเหตุผลสำคัญที่สุดสำหรับการใช้ศิลปินเบอร์เต็งขนาดนี้ก็เนื่องจาก หนังต้องการความสามารถทางด้านการแสดงที่จะจะต้องบาดใจอารมณ์กัน เพราะว่าทุกตัวละครมีความสลับซับซ้อน น่าคลั่งไคล้และเป็นตัวละครที่มีความทะเยอทะยานทุกตัว
นอกจากผู้แสดงเบอร์ใหญ่แล้ว งานวิธีพิเศษและฉากแอ็คชั่นในหนังหัวข้อนี้จัดเต็มและอัดแน่นไม่แพ้กัน ซึ่งบรรดาฉากต่อสู้ปลดปล่อยพลังทางไสยเวทย์นั้น กล่าวได้ว่าเป็นฉากที่คนดูหนังไทยในปี 2019 ต้องจดจำอย่างไม่ต้องสงสัย!