25/05/2022
Breaking News

“ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์” ยกสถานะ ทำซื้อวัคซีนโควิดได้ แต่ว่าจะต้องมาขอ อย.-สธ.

“วิษณุ” แจง “ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์” ยกสถานะเสมอกัน กระทรวงทบวง กรม ทำให้ดีลซื้อวัคซีนวัววิด-19 เองได้ แต่ว่าจำเป็นต้องมาขอ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา-สธ. กระทั่งถึง ใช้งบประมาณฯตนเอง อุดช่องว่างตอนขาดแคลน ย้ำ เมื่อไทยผลิตเองจำเป็นต้องหยุด กระทั่งถึง รัฐบาลมิได้เอื้อ

วันที่ 27 พค. นายวิษณุ เครือสวย รองนายกรัฐมนตรี เอ๋ยถึงกรณีราชธุระนุเบกษา เผยแพร่ประกาศ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวถึงการให้บริการทางด้านการแพทย์รวมทั้ง การสาธารณสุข ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อเชื้อไวรัสวัวโรนา 2019 รวมทั้ง สถานการณ์การรีบด่วนอื่นๆว่า ความแจ่มกระจ่างได้เกิดขึ้นวันนี้ เมื่อ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ออกกฎระเบียบหรือเรียกว่า คำบัญชาดวงตามมาอีกฉบับหนึ่งเพื่อขยายความ โดยมีความแจ่มกระจ่างขึ้น ดังนี้

1.ซึ่ง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มีอำนาจทางด้านกฎหมายของเขาที่จะออกประกาศอย่างนี้ได้ เพื่อจะนำเข้า วัคซีน ยา เวชภัณฑ์รวมทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ ถ้าเกิดไม่ออกประกาศอย่างงี้มาจะไม่สามารถที่จะนำเข้าได้ รวมทั้งการออกประกาศดังกล่าวข้างต้นเพื่อจะมีอำนาจนำเข้า แต่ว่าไม่ใช่ว่าสามารถนำเข้ามาโดยอิสระ เนื่องจากว่าจำเป็นต้องกระทำตามกฎหมายที่มีอยู่ทุกอย่าง ได้แก่ ขออนุญาต อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) กระทรวงสาธารณสุข แต่ว่าถ้าเกิดไม่ออกประกาศมาก็จะไม่สามารถที่จะขอยื่นอะไรได้เลย หรือ เรียกว่าตกคุณสมบัติ

2.เป็นการใช้อำนาจในตอนวิกฤติสถานการณ์ วัววิด-19 แค่นั้น รวมทั้งใช้ตอนที่วัคซีนขาดแคลน โดยกฎระเบียบที่ นพ.นิธิ มหานันท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ชี้แจงว่า เมื่อสถานการณ์นี้คลี่คลายอำนาจนี้ก็จะหมดไป หรือเมื่อผลิตวัคซีนขึ้นมาในประเทศได้อย่างเพียงพอ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จะหยุดการนำเข้าทั้งผอง

3.จำเป็นต้องกระทำตามข้อกฎหมายที่มีอยู่ทุกอย่าง ดังนั้นประกาศดังกล่าวข้างต้นเพื่ออุดช่องว่างแค่นั้น
นักข่าวถามคำถามว่า จะเป็นการหาซ้ำซ้อนกับทางกระทรวงสาธารณสุข ที่กำลังปฏิบัติงานอยู่หรือเปล่า นายวิษณุ บอกว่า ไม่ซ้ำซ้อน เนื่องจากว่าจำเป็นต้องไปขออนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข อยู่ดี ก็แค่เขาเป็นอีกวิถีทางหนึ่ง ราวกับเอกชน หรือใครต่อใครที่ไปติดต่อแล้วกลับมาขออนุญาต โดยราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มีศักยภาพที่จะไปติดต่อกับหน่วยงานต่างชาติ ได้แก่ สปุตนิก หรือแม้กระทั้ง ไฟเซอร์ รวมทั้งโมเดอร์นา ราวกับเอกชนคนไม่ใช่น้อยที่มีศักยภาพ แต่ว่าที่ผ่านมา เอกชนไม่มีปัญหาในเรื่องของคุณสมบัติ แต่ว่าราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ ก็เลยจำเป็นต้องออกประกาศมาว่า ตนเองมีคุณสมบัติ แล้วจะมีสถานะเสมอกันกับเอกชนทั้งหลาย โดยจำเป็นต้องผ่าน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาร่วมอีกทั้ง ยาฟาวิพิราเวียร์ วัคซีน รวมทั้งเวชภัณฑ์ ไม่ว่าตัวใดก็จำเป็นต้องมาขอ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาอยู่ดี โดยหลังจากนี้ จะมีระดับความสามารถไปติดต่อเองได้ รวมทั้งเมื่อ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเห็นดีเห็นชอบก็เอาเข้ามาได้ แต่ว่าทั้งผองใช้งบประมาณของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เอง โดยมิได้มาของบราวๆของเมือง เนื่องจากว่าไม่เช่นนั้น กระทรวงสาธารณสุขก็จะไปทำเอง

 

เมื่อถามคำถามว่า โรงหมออื่นๆได้แก่ โรงหมอจุฬาลงมือณ์ สภากาชาดไทย โรงหมอมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สรรเสริญ จะปฏิบัติงานเหมือนกันกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้หรือเปล่า นายวิษณุ บอกว่า การที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จำเป็นต้องทำแบบนั้นเป็นไปตาม พระราชบัญญัติยา คนที่จะนำเวชภัณฑ์ เข้ามาได้ ถ้าเกิดเป็นราชการเป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมหาวิทยาลัยของเมือง ก็อยู่ในข่ายตรงนี้อยู่แล้ว แต่ว่าราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ไม่อยู่ในข่าย เขาก็เลยจำเป็นต้องออกประกาศสถานะเขาขึ้นมา ถ้าในกรณีถ้าเกิดเป็นโรงหมอเอกชน ได้แก่ โรงหมอบํารุงราษฎร์ เขาก็มาแบบเอกชนเขาทำได้อยู่ วันนี้เอกชนหลายเจ้าก็ทำกันอยู่ อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ได้ตนชี้แจงให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯรวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมทั้งผู้อำนวยการศบค. และนายไดอารี่ ชาญวีรกูล รองนายกฯ รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เข้าใจแล้ว

นักข่าวถามคำถามว่า รัฐบาลปฏิบัติงานเรื่องดังกล่าวข้างต้นอย่างเร็วเนื่องจากว่า องค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ รวมทั้งนายกที่ประชุมราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นคนลงนามใช่หรือไม่ใช่ นายวิษณุ บอกว่า “ตามพ.ร.บ.ประธานที่ประชุมราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นคนลงนาม ซึ่งพระองค์ท่านเป็นประธานที่ประชุมฯ ดังนั้น คนอื่นลงนามมิได้ รวมทั้งกฎหมายก็เขียนไว้ว่า เมื่อเสร็จแล้วให้ลงในราชกิจจานุเบกษาเพื่อประกาศให้คนทั้งประเทศทราบว่า ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ยกฐานะขึ้น เนื่องจากว่าถ้าเกิดไม่มีการออกประกาศ รวมทั้งถ้าไปยื่นขอจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ก็จะถูกคืนกลับ เนื่องจากว่าไม่มีคุณสมบัติ”