25/05/2022
Breaking News

‘วันงดเว้นดูดบุหรี่โลก’ 31 พ.ค. เผยยุควัววิดคนไทยสูบลดน้อยลง 49.12%

“วันงดดูดบุหรี่โลก” ตรงกับวันที่ 31 เดือนพฤษภาคมของทุกปี ชักชวนเช็คสถิติต่างๆเกี่ยวกับสถานการณ์การสูบ “บุหรี่” ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนการแพร่ระบาดโควิด-19 รอบใหม่ พบว่าแรงงานไทยบริโภคยาสูบลดลง 49.12%

เนื่องใน “วันงดดูดบุหรี่โลก” ที่ตรงกับวันที่ 31 เดือนพฤษภาคมของทุกปี ชักชวนคนประเทศไทยมารู้จักสถิติต่างๆเกี่ยวกับสถานการณ์ “บุหรี่” ไม่ว่าจะเป็นปริมาณนักสูบ ปริมาณการบริโภคยาสูบในประเทศไทย และล่าสุด.. จะพาไปดูผลที่เกิดจากการสำรวจการสูบบุหรี่กลุ่มแรงงานในตอนโควิด-19 ระบาด กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ เก็บข้อมูลมาให้รู้กัน ดังนี้

1. คนประเทศไทยดูดบุหรี่ลดลง ตอน “โควิด-19” ระบาด ปี 2564
มีข้อมูลอัพเดทจากหน่วยงานวิจัยและจัดแจงวิชาความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) เปิดเผยว่า ศจย. ร่วมกับ “สวนดุสิตโพล” ได้ทำการสำรวจเรื่อง “พฤติกรรมของการบริโภคยาสูบของกลุ่มผู้ใช้แรงงานในตอนสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19” ในกรุงเทพฯ และบริเวณรอบๆ เมื่อเดือนเมษายน พุทธศักราช2564
โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็น ผู้ใช้แรงงานนอกระบบ/ในระบบ ปริมาณ 1,120 ตัวอย่าง (อย่างเช่น มอเตอร์ไซด์รับจ้าง แท็กซี่ งานบ้านงานเรือน เกษตร ประมง โรงงานอุตสาหกรรม รีสอร์ท ห้างร้าน)

ผลของการสำรวจพฤติกรรมของการบริโภคยาสูบในตอนสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 รอบใหม่ พบว่า

• ผู้ใช้แรงงานที่บริโภคยาสูบในปริมาณลดลง เพราะรายได้ลดลงเยอะที่สุด ปริมาณร้อยละ 49.12

• รองลงมาเป็น ลดบุหรี่เพราะเหตุว่ามีค่าใช้จ่ายมากขึ้น ปริมาณร้อยละ 29.57

• อันดับสามเป็นลดบุหรี่เพื่อปรารถนาดูแลสุขภาพ ปริมาณร้อยละ 16.29 ตามลำดับ
โดยความถี่สำหรับในการบริโภคยาสูบ พบว่า กลุ่มผู้ใช้แรงงานบริโภคยาสูบเยอะที่สุด 6-10 มวนต่อวัน, รองลงมาอันดับสองหมายถึง11-15 มวนต่อวัน ส่วนอันดับสามหมายถึง1-5 มวนต่อวัน
ด้าน “กรรมวิธีเลิกบริโภคยาสูบ” ที่กลุ่มผู้ใช้แรงงานได้คิดแผนไว้ ผลที่เกิดจากการสำรวจพบว่า ส่วนมากใช้แนวทางลดปริมาณมวนบุหรี่ลง เยอะที่สุด ปริมาณร้อยละ 57.63 รองลงมาเป็นหยุดสูบโดยทันที (หักดิบ) ปริมาณร้อยละ 34.41 และรับคำชี้แนะเพื่อเลิกบุหรี่ ปริมาณร้อยละ 3.39

2. สถิติการบริโภคยาสูบของคนประเทศไทย ปี 2563
สภาพัฒน์ฯ รายงานสถานการณ์ดื่มสุราและดูดบุหรี่ เมื่อตอนไตรมาส 3 ในปี 2563 กล่าวว่า คนประเทศไทยบริโภคเหล้าและยาสูบลดลง 5.5% โดยเหล้าลดลง 7.5% ยาสูบลดลง 2.5%
ด้านคณะกรรมการควบคุมสินค้ายาสูบแห่งชาติ และเลขาการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่ดูดบุหรี่ เปิดเผยว่า ยาสูบและเหล้าเป็นสาเหตุของ “ภาระโรค” สร้างความสูญเสียทางสุขภาพจากการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของคนประเทศไทยถึง 15.13% หรือเกือบจะ 1 ใน 6 ของภาระโรคทั้งหมดทั้งปวงในปี 2557
นอกจากนี้ยังมีผลลบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม ทั้งระดับครอบครัว ชุมชน และประเทศ เป็นปัญหาในการไปถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (อ่านเพิ่ม : สภาพัฒน์ฯ เผยไตรมาส 3/63 คนประเทศไทยดื่มเหล้า ดูดบุหรี่ลดลง)

3. สถิติปริมาณนักสูบ พบว่าลดลงแม้กระนั้นไม่มาก
ด้านสำนักงานสถิติแห่งชาติ มีรายงานความประพฤติปฏิบัติการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของสามัญชน พุทธศักราช 2560 (ข้อมูลล่าสุดมีถึงปี 2560 แค่นั้น) โดยกล่าวว่าสามัญชนไทยที่มีอายุ 15 ปี มีทั้งหมดทั้งปวง 55.9 ล้านคน เป็นผู้ที่ดูดบุหรี่หน้าใหม่ 10.7 ล้านคน (ปริมาณร้อยละ 19.1) แยกเป็น
• ผู้ที่สูบเป็นประจำ 9.4 ล้านคน (ปริมาณร้อยละ 16.8)
• ผู้ที่สูบนานๆครั้ง 1.3 ล้านคน (ปริมาณร้อยละ 2.3)
– สามัญชนกลุ่มเยาวชนอายุ 16-19 ปี มีอัตราการสูบบุหรี่ต่ำสุด ปริมาณร้อยละ 9.7
– สามัญชนอายุ 20-24 ปี อัตราการสูบบุหรี่ ปริมาณร้อยละ 20.7
– สามัญชนอายุ 25-44 ปี มีอัตราการสูบบุหรี่สูงสุด ปริมาณร้อยละ 21.9
– สามัญชนอายุ 45-59 ปี อัตราการสูบบุหรี่ ปริมาณร้อยละ 19.1
– สามัญชนกลุ่มคนวัยชรา (อายุ 60 ปีขึ้นไป) อัตราการสูบบุหรี่ ปริมาณร้อยละ 14.4
แนวโน้มการสูบบุหรี่ในสามัญชนอายุ 15 ปีขึ้นไป ลดลงไม่มาก แม้กระนั้นลดลงโดยตลอด จากปริมาณร้อยละ 20.7 ในปี 2557 เป็นปริมาณร้อยละ 19.9 ในปี 2558 และปริมาณร้อยละ 19.1 ในปี 2560
ผู้ชายที่ดูดบุหรี่ลดลงมากยิ่งกว่าสตรี โดยผู้ชายลดลง ปริมาณร้อยละ 40.5 ในปี 2557 เป็นปริมาณร้อยละ 39.3 ในปี 2558 และปริมาณร้อยละ 37.7 ในปี 2560 สำหรับสตรีลดลงจากปริมาณร้อยละ 2.2 ในปี 2557 เป็นปริมาณร้อยละ 1.8 ในปี 2558 และปริมาณร้อยละ 1.7 ในปี 2560
ทั้งยัง มีข้อมูลที่ได้รับมาจากแผนกแพทยศาสตร์ โรงหมอรามาหัวหน้า ได้ทำรายงานสำรวจต้นสายปลายเหตุการเสียชีวิตจากบุหรี่ในปี 2560 ที่ผ่านมา พบว่า คนประเทศไทยเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ 72,656 ราย ทำให้มีการเกิดค่าสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจ อย่างเช่น ค่ารักษาปีละ 77,626 ล้านบาท ค่าขาดรายได้จากการเจ็บป่วย 11,762 ล้านบาท ค่าความสูญเสียจากการถึงแก่กรรมก่อนวัยฯ 131,073 ล้าน รวมยอดปีละ 220,461 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 20,565 บาท ต่อผู้ดูดบุหรี่ 1 คนต่อปี

buri1

4. “วันงดดูดบุหรี่โลก” 2564 รณรงค์ เลิกสูบ ลดเสี่ยง คุณทำได้
กระทรวงสาธารณสุข เชิญชวนประชาชนร่วมรณรงค์วันงดดูดบุหรี่โลก 31 เดือนพฤษภาคม 2564 “เลิกสูบ ลดเสี่ยง คุณทำได้” เพื่อเกื้อหนุนให้เลิกสูบสินค้ายาสูบทุกหมวดหมู่ ลดความเสี่ยงการได้รับเชื้อ ลดแพร่กระจายเชื้อโควิด-19
องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้วันที่ 31 เดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็น “วันงดดูดบุหรี่โลก” และปีนี้ได้กำหนดประเด็นการรณรงค์ว่า “COMMIT TO QUIT” เพื่อให้ 180 ประเทศสมาชิกส่งเสริมเชิงแนวทาง และจัดงานกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้าใจถึงอันตรายและโทษของบุหรี่ทุกหมวดหมู่ เกื้อหนุนให้ผู้ดูดบุหรี่ทั้งโลกเลิกบุหรี่ให้ได้ 100 ล้านคน
สำหรับประเทศไทย ได้กำหนดประเด็นเน้นย้ำสื่อสารไปยังประชาชน ภายใต้คำขวัญ “เลิกสูบ ลดเสี่ยง คุณทำได้” เพราะในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 พบว่า ความประพฤติปฏิบัติการ “ดูดบุหรี่” ถือเป็นความประพฤติปฏิบัติเสี่ยง เพิ่มโอกาสรับเชื้อหรือแพร่กระจายเชื้อโควิดได้ มีรายงานเจอคนไข้ที่ติดเชื้อโรคโควิด-19 มีประวัติการสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า ส่วนมากมักมีสุขภาพปอดไม่แข็งแรง ทำให้มีอาการร้ายแรง และเสี่ยงถึงขั้นเสียชีวิตได้

กระทรวงสาธารณสุข ขอเชิญชวนผู้ดูดบุหรี่หันมาเลิกบุหรี่ ซึ่งทาง สธ. ได้จัดแผนการระบบบริการเลิกบุหรี่แบบครบวงจร ช่วยผู้ที่ปรารถนาเลิกบุหรี่เข้าถึงบริการและรับคำขอคำแนะนำ โทรฟรีสายด่วนเลิกบุหรี่ทางโทรคำศัพท์แห่งชาติ โทร.1600
———————–
อ้างอิง :
หน่วยงานวิจัยและจัดแจงวิชาความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ
สำนักงานสถิติแห่งชาติ1
สำนักงานสถิติแห่งชาติ2
กระทรวงสาธารณสุข