25/05/2022
Breaking News

Clubhouse คืออะไร ทำไมถูกแบนในจีน

“ค่ายปรับทัศนคติ” ที่เขตซินเจียงของจีนมีจริงหรือไม่ ไต้หวันควรได้รับเอกราชจากจีนหรือเปล่า หัวข้อสนทนาเหล่านี้กำลังเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงผ่านแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียชื่อ คลับเฮาส์ (Clubhouse) ที่คนใช้เสียงคุยกันอย่างเดียว และกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในขณะนี้

จึงไม่น่าแปลกใจที่ล่าสุดคนในจีนไม่สามารถที่จะใช้แอปพลิเคชันนี้ได้แล้ว
แอปพลิเคชันนี้คืออะไร
คลับเฮาส์เป็นแอปพลิเคชันที่ยังใช้ได้เฉพาะในหมู่คนใช้โทรศัทพ์มือถือไอโฟนเท่านั้น และจำเป็นต้องได้รับ “คำชักชวน” จากคนที่ใช้แอปฯ อยู่แล้วเท่านั้นถึงจะเข้าไปใช้เพื่อเสวนากันทางเสียงเท่านั้น ลักษณะก็จะคล้ายๆครึ่งหนึ่งวิทยุสำหรับติดต่อสื่อสาร ครึ่งหนึ่งห้องประชุมออนไลน์ อย่างกับคุณกำลังฟังพอเพียงดคาสต์แบบสดๆแต่ว่าก็สามารถเข้าไปเสวนาได้ด้วย
ข้อมูลที่ได้มาจากบริษัทวิเคราะด้านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์เคลื่อนที่เซ็นเซอร์ทาวเวอร์ (Sensor Tower) นับถึงวันที่ 31 เดือนมกราคม พบว่ามีการดาวน์โหลดแอปฯ นี้ไปแล้ว 2.3 ล้านครั้งด้วยกัน ภายหลังเปิดตัวเมื่อ เดือนพฤษภาคม ที่แล้ว โดยเวลานี้ราคาของโครงข่ายโซเชียลมีเดียนี้อยู่ที่แทบ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ว่ามีกล่าวว่าเมื่อเร็วๆนี้ ขยับขึ้นไปแตะพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แล้ว
ในเชิงเคล็ดวิธีแล้ว แอปฯ นี้มีมาตรการรักษาความเป็นส่วนตัวในระดับหนึ่ง เนื่องมาจากเป็นไปไม่ได้เลือกให้คนอัดเสียงบทสำหรับพูดเอาไว้ได้ แต่ว่าก็มีกรณีที่มีคนแอบอัดเสียงพูดคุยของคนมีชื่อเสียง แล้วเอาไปอัปโหลดลงยูทิวบ์ในคราวหลัง
ในตอนนี้ผู้มีชื่อเสียงในสหรัฐฯ เริ่มหันมาใช้แอปฯ นี้เยอะขึ้นเรื่อยๆเป็นต้นว่า โอปราห์ วินฟรีย์ เดรก และจาเรด เลโต จากที่เคยใช้กันในหมู่ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีและนักลงทุน ในแถบซิลิคอนแวลลีย์ของสหรัฐฯ เท่านั้น จนกระทั่งยอดดาวน์โหลดพุ่งเป็นเท่าตัวข้างหลังอีลอน มัสก์ และมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เริ่มใช้แพลตฟอร์มนี้ด้วย
ช่องโหว่


ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาคนในจีนสามารถใช้แอปฯ นี้ได้จนถึงเมื่อต้นอาทิตย์ที่แล้ว โดยในระหว่างช่วงเวลาสั้นๆนั้น คนได้ฉวยโอกาสใช้ “ช่องโหว่” นี้ เสวนากันถึง “เรื่องต้องห้าม” ไม่ว่าจะเกิดเรื่องชาวอุยกูร์ในซินเจียง การปราบผู้ประท้วงฮ่องกง หรือความเกี่ยวข้องระหว่างไต้หวันกับจีน
“นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเข้าอินเทอร์เน็ตจริงๆ” หญิงจากจีนแผ่นดินใหญ่คนหนึ่งกล่าวในห้องสนทนาหนึ่ง
บีบีซีมีโอกาสได้เข้าไปฟังบทสำหรับพูดกลุ่มนี้ด้วย อย่างในห้องสนทนาที่ชื่อ “Everyone asks Everyone” เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน คนจากทั้งยังจีนและไต้หวันร่วมเสวนากันด้วยภาษาจีนกลาง ไม่ว่าจะเกิดเรื่องประโยชน์ซึ่งมาจากประชาธิปไตยในประเทศที่คนพูดภาษาจีน ความน่าจะเป็นไปได้ที่จีนจะมาผนวกไต้หวันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอย่างเป็นทางการ ไปจนถึงเรื่องส่วนบุคคล
ท่ามกลางความเครียดระหว่างจีนกับไต้หวันและฮ่องกง นี่ไม่ใช่การปรากฏที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เนื่องจากจีนใช้เทคโนโลยีที่สลับซับซ้อนในการคัดเลือกกรองและตรวจตราข้อมูลการใช้แรงงานอินเทอร์เน็ตของประชากร ซึ่งนักวิพากษ์วิจารณ์เรียกวัสดุกลุ่มนี้แบบเสียดสีว่า “กำแพงไฟร์วอลล์เมืองจีน” (great firewall)
ในตอนนี้ แม้คนที่วิจารณ์เมืองบนแพลตฟอร์มที่ยังใช้ได้ในประเทศอย่างเว็บ เว่ยป๋อ (Weibo) และแอปพลิเคชันวีแชต (WeChat) ก็บางทีอาจถูกทางการจัดการได้ แต่ว่าในช่วงเวลาสั้นๆที่คนในจีนสามารถใช้คลับเฮาส์ได้ ไม่มีการเซ็นเซอร์เนื้อหาการพูดคุยกันแต่อย่างใด ทำให้คนก็รู้สึกไม่เป็นอันตรายในระดับหนึ่งเนื่องมาจากเป็นไปไม่ได้เลือกให้คนอัดเสียงบทสำหรับพูดเอาไว้ จนถึงจุดหนึ่งมีคนเข้าร่วมในห้องสนทนาดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นพร้อมถึง 5 พันคน
“ว่ากันตรงๆมันก็มีการโฆษณาชวนเชื่อกันทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ เพราะเหตุใดเราไม่มานะมารู้เรื่องกันและกันให้มากขึ้น เห็นอกเห็นใจกัน และให้การสนับสนุนกัน” หญิงจากไต้หวันคนหนึ่งกล่าว
เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว มีห้องสนทนาชื่อ “มีค่ายกักกันที่ซินเจียงหรือเปล่า” (Is there a concentration camp in Xinjiang?) ที่คนเข้าไปโต้แย้งกันนานถึง 12 ชั่วโมง ฟรานซิส (นามสมมติ) ซึ่งเป็นผู้สร้างกลุ่มบอกกับบีบีซีว่า กลุ่มนี้มิได้มีเพื่อถามว่าค่ายกักขังมีใช่หรือไม่ แต่ว่าเพื่อคนมีให้ความเห็นที่แตกต่างต่อแนวนโยบายของจีนในเขตดูแลซินเจียง
“คนฟังที่เป็นคนจีนเชื้อสายฮั่นหลายท่าน ซึ่งเคยไม่เชื่อว่ามีค่ายกลุ่มนี้จริง รู้สึกร่วมไปกับคำกล่าวเรื่องราวชีวิตจากปากชาวอุยกูร์และรู้เรื่องในที่สุดว่ามีเรื่องมีราวโหดร้ายทารุณแค่ไหนเกิดขึ้น นี่บางทีอาจเป็นความสำเร็จสูงสุดของกลุ่มพูดคุยนี้” ฟรานซิส ซึ่งเป็นเป็นนักทำหนังคนจีนเชื้อสายฮั่นที่อาศัยอยู่ในนครลอสแอนเจลิส กล่าว
ข้อไม่สบายใจ
ในเวลาที่แอปฯ ได้รับความนิยมเยอะขึ้นเรื่อยๆแต่ว่าก็เริ่มมีความกลุ้มอกกลุ้มใจมากขึ้นเหมือนกันโดยคนวิจารณ์ว่าไม่มีมาตรการควบคุมผู้เข้าร่วมบทสำหรับพูด
เมื่อเดือน ธ.ค. เครก เจนรับประทานส์ เขียนเนื้อหาของบทความลงในเว็บวัลเชอร์ (Vulture) ว่า แม้ผู้ที่สร้างกลุ่มและคอยควบคุมบทสำหรับพูดไม่ระวัง การพูดคุยกันก็บางทีอาจเปลี่ยนเป็นการจู่โจมกันและกันได้
เขาบอกอีกว่า จำเป็นต้องรอดูกันต่อไปว่าคนเพียงแค่สนใจแอปพลิเคชัน ที่ในระดับหนึ่งก็ไม่มีความแตกต่างจากการเลียนแบบประสบการณ์การแชตออนไลน์กับคนแปลกหน้าในยุคทศวรรษ 90 เพียงแค่เนื่องจากในเวลานี้เราจำเป็นต้องอยู่กับบ้านและรู้สึกเหงาหงอยหรือเปล่า
Clubhouse ในไทย
แอปพลิเคชันนี้กำลังได้รับความนิยมในหมู่คนไทยมากเพิ่มขึ้นเหมือนกัน ในรอบอาทิตย์ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมามีผู้ใช้โซเชียลมีเดียและ “อินฟลูเอนเซอร์” ในโลกอินเตอร์เน็ตหลายท่านโพสต์ข้อความบอกประสบการณ์การเข้าร่วมหรือเป็นเจ้าภาพ (โฮสต์) การเสวนาในหัวข้อต่างๆในคลับเฮาส์ ยกตัวอย่างเช่น สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ เปิดห้องสนทนาหัวข้อ “แนวทางเปลี่ยนใจกองเชียร์ทหาร” และ ปวิน ชัชวาลวงศ์วานพันธ์ นักวิชาการและผู้ลี้ภัยการเมือง เปิดห้องสนทนาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์และพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 10
นักการเมือง นักวิชาการ นักวิพากษ์วิจารณ์และสื่อมวลชนที่มีชื่อเสียงเยอะมากๆขึ้นเรื่อยๆต่างก็ดาวน์โหลดคลับเฮาส์มาใช้และเข้าร่วมการเสวนา
เมื่อเร็วๆนี้ยังมีผู้ตั้งบัญชีทวิตเตอร์ @ClubhouseTh ซึ่งมิได้เป็นบัญชีทางการของแอปพลิเคชัน เพื่อเป็นหนทางให้บรรดาผู้จัดงานห้องสนทนาคลับเฮาส์ ประชาสัมพันธ์ห้องสนทนาของตัวเอง ซึ่งปรากฏว่ามีการประชาสัมพันธ์ห้องสนทนาในหัวข้อที่หลากหลาย ตั้งแต่เรื่องศัพท์ภาษาอังกฤษ การเมืองในเมียนมา แชร์ประสบการณ์ไม่ดีในการปฏิบัติงาน ไปจนถึงเรื่องทำนายดวงและไสยศาสตร์
ทวิตเตอร์ @ClubhouseTh ยังให้ข้อมูลเพราะว่าห้องสนทนาของ ดร.ปวิน เกี่ยวกับพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 10 ช่วงวันที่ 16 ก.พ. “สร้างการปรากฏใหม่กับการนำห้องคลับเฮาส์เต็มถึง 2 ห้องๆละ 6 พันคน ยอดฟังกว่า 1.2 หมื่นคน”